ความเป็นมา

โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัดหรือที่รู้จักกันดีในนามโครงการ Child Watch เป็นโครงการที่ริเริ่ม ขึ้นเมื่อปี 2545 ในรูปโครงการนำร่องในพื้นที่ 12 จังหวัด โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เนื่องจากปัญหาเด็กเยาวชนที่เริ่มรุนแรงขึ้นในช่วงนั้นทำให้สกว.เห็นถึงความจำเป็นในการมีงานวิจัยติดตามเฝ้าระวัง สภาวการณ์เด็กเยาวชนเพื่อใช้ข้อมูลในการส่งสัญญาณเตือนแก่สังคมและขับเคลื่อนนโยบายที่จำเป็นในการป้องกันและแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้น จากงานนำร่องในปี 2545 ที่ให้ข้อสรุปงานวิจัยเกี่ยวกับตัวชี้วัดที่ดีที่ครอบคลุมสภาวการณ์ทั้งด้านสุขภาพ อนามัย การศึกษา และพฤติกรรมทางสังคม จึงได้กลายมาเป็นโครงการวิจัยติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด เต็มรูปในปี 2547 ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัด โดยการทำงานของทีมวิจัยจังหวัดและศูนย์ประสานงานภาค 6 ศูนย์รวม กว่า 300 คน โดยมีการเก็บข้อมูลทั้งตัวชี้วัด การใช้แบบสำรวจ และการทำกรณีศึกษาเฉพาะจังหวัด ภายใต้การสนับสนุน ร่วมกันของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีสถาบันรามจิตติในกำกับมูลนิธิภูมิปัญญาซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและขับเคลื่อนงานด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาเป็นผู้รับ ผิดชอบเป็นทีมประสานงานระดับประเทศ

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ได้เป็นภาคีสำคัญที่สุดในการเข้ามาร่วม กลั่นกรองและใช้ประโยชน์ข้อมูลของ Child Watch ทั้งในการขับเคลื่อนงานระดับชาติและงานระดับท้องถิ่น และจากการเล็ง เห็นถึงการเป็นภาคีและผู้ใช้ประโยชน์หลักของ Child Watch นี้ในที่สุดจึงได้นำมาสู่การลงนามในบันทึกความตกลงในการ ร่วมกันพัฒนาระบบเฝ้าระวังและการรายงานสภาวการณ์เด็กและเยาวชน ระหว่างองค์กรภาคีหลัก 4 องค์กร ได้แก่ พม. สกว. สสส. และสถาบันรามจิตติ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 อันเป็นการปูทางให้เกิดโครงการความร่วมมือเพื่อการ ติดตามและพัฒนาระบบเฝ้าระวังสภาวการณ์เด็กและเยาวชนที่มีการลงนามในสัญญาโครงการระหว่างพม. กับสถาบันรามจิตติ ผ่านมูลนิธิปัญญาไปเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา อันนับเป็นก้าวสำคัญในการทำให้งาน Child Watch เข้าสู่ระบบ งานประจำของพม.ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 เป็นต้นไป โดยมีบุคลากรของพม.ทั้งในระดับจังหวัด ได้แก่ พัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และระดับภาค ได้แก่ สำนักส่งเสริมและสนับสนุนทางวิชาการ (สสว.) เข้ามาร่วม เป็นทีมวิจัยด้วยความเชื่อมั่นว่าโครงการนี้นอกจากจะทำให้เกิดระบบงานเฝ้าระวังสภาวการณ์เด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืนทั้งในส่วนกลางและในระดับจังหวัดแล้ว ยังจะเป็นโอกาสดีในเปิดพื้นที่การทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรของ พม.กับนักวิจัย Child Watch จากหน่วยงานต่างๆ อันจะนำไปสู่การทำงานเชิงขับเคลื่อนในแต่ละพื้นที่ร่วมกันอย่างมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต